ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิก |  ลืมรหัสผ่าน
หน้าหลัก
ประวัติวัด
ทำเนียบเจ้าอาวาส
ประวัติเจ้าอาวาส
กฏระเบียบของวัด
ประวัติหมู่บ้าน
วัดในเขตอำเภอบ้านด่าน
ประมวลภาพกิจกรรม
ธรรมะออนไลน์
นิทานธรรมะ
ภาพพุทธประวัติ
กำลังใจชีวิต
วาทศิลป์
บทแหล่
เทศนาวาไรตี้
ดาวน์โหลด
ภาพอสุภะ
ร้อยรส บทกลอน
คลิปวีดีโอทั่วไป
กระดานสนทนา
ติดต่อเรา

ออนไลน์ 15คน
ผู้ชมวันนี้777คน
ผู้ชมเมื่อวาน894คน
ผู้ชมเดือนนี้24885คน
ผู้ชมเดือนก่อน33304คน
ผู้ชมทั้งสิ้น1047130คน


   เทศนาวาไรตี้
สำนวนเทศน์งานศพ

สำนวนเทศน์งานศพ

โดย

พระสนอง  อภินันโท

 

ทะหะรา จะ  มะหันตา จะ  เยพาลา  เยจะปัณฑิตา

                             สัพเพมัจจุ  วะสังยันติ   สัพเพมัจจุ  ปะรายะนา   ติ

          บัดนี้ อตมภาพจะได้รับประทานวิสัชนา พระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อฉลองศรัทธาประสาทะของท่านสาธุชนผู้ใคร่ในธรรมทั้งหลาย  ตามสมควรแก่กาลเวลา

          ก่อนอื่นอตมภาพในนามพระศาสนาไคร่ขอแสดงความเสียใจในการอนิจกรรมจากไปของคุณโยม…………ร่วมกับคณะท่านเจ้าภาพและญาติมิตรทั้งหลายด้วย

          แต่ก็เป็นสัจธรรมครามจริงของทุกๆชีวิตที่กรรมลิขิตอุบัติมาในโลก  ต้องประสบโศกกับความตายด้วยกันทั้งนั้น  เข้าสำนวนบทกลอนที่

                             อันความตายชายนารีหนีไม่พ้น

                   จะมีจนก็ต้องตายกลายเป็นผี

                   ถึงแสนรักก็ต้องร้างห่างทันที

ไม่วันนี้ก็วันหน้าช้าหรือเร็ว

ทุกๆชีวิตต้องได้พบประสบกันอย่างแน่นอน  เพียงแต่ใครจะประสบก่อนหรือหลังเท่านั้นเอง  พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเตือนมิให้สาธุชนทั้งหลายตั้งอยู่ในความประมาท  ดังที่อาตมาได้ยกพุทธภาษิตคัมภีร์พระไตรปิฎกทีขะนิกายมหาวรรคตอนต้นนั้นว่า

                            ทะหะรา จะ  มะหันตา จะ  เยพาลา  เยจะปัณฑิตา

                            สัพเพมัจจุ  วะสังยันติ   สัพเพมัจจุ  ปะรายะนา  

 ซึ่งแปลเป็นสำนวนกวีให้เข้าใจง่ายความว่า

                          ทั้งคนหนุ่มหรือว่าคนแก่         สุดท้ายแน่แน่ต้องตายเป็นผี

                          จะโง่หรือฉลาดปราชญ์เมธี     ยาจกเศรษฐีเข้าโลงผีทั้งนั้น

เพราะอะไร ?  ก็เพราะว่า

         ความตายเป็นสหายสนิท         ชีวิตควรเตรียมพร้อมที่อำลา

                            ท่านทั้งหลายจงพร่ำภาวนา     เป็นมนตรากันลืมตน

ในอภิณหปัจเวกขณะสูตรพระพุทธองค์ทรงตรัสเตือนให้บุคคลทั้งหลายพิจารณาเพื่อมิให้ประมาทเนืองๆห้าประการว่า  หนึ่งเราหนีแก่ไม่ได้   สองหนีเจ็บไข้ไปไม่พ้น  สามทุกคนต้องตาย   สี่ต้องจากไกลของรัก   ห้าต้องเป็นไปตามวัฏฏะของกรรม   ผู้ใดสิ้นกรรมห้ำหั่นกิเลสได้นั้นแหละจึงพ้นวัฏฏะ

          เมื่อทุกชีวิตจำต้องประสบพบต่อความตายเช่นนี้จึงไม่ควรประมาทมัวเมาในชีวิตจนเกินงาม  รีบหาทางแก้ไขเตรียมตัวไห้พร้อมซักซ้อมให้ดีจะได้ไมเสียทีเสียท่าเมื่อเวลาความตายมาถึงเข้า   คือต้องเตรียมเสบียงคุณธรรมความดีบุญกุศลไปในภพหน้าให้พร้อม  ให้เข้ากับสำนวนที่โบราณว่า

                   เตรียมตัวก่อนตาย    เตรียมกายก่อนแต่ง

                   เตรียมน้ำก่อนแล้ง    เตรียมแบ้งค์ก่อนจะเดินทาง

อะไรก็ตามถ้าไม่ได้เตรียมตัวตั้งตัวให้ดีย่อมจะขรุขระสับสนทั้งนั้น  ยกตัวอย่างเช่น

นักกีฬาไม่ได้เตรียมตัวแข่งขัน     คนอยากมีแหวนมั่นไม่ได้เตรียมเงินซื้อ

ทหารไม่ได้เตรียมรบ                  นักเรียนมิได้เตรียมตัวสอบ 

จะแข่ง จะรบ จะสอบ เอาชนะเขาได้อย่างไร   มีแต่จะแพ้ด้วยประการทั้งปวง  ลองขยายความดูไปอีกหน่อยก็ได้

 เช่นชาวประมงไม่ได้เตรียมเครื่องมือหาปลา ชาวนาไม่ได้เตรียมกล้าไว้ปักดำ

ชาวสวนไม่ได้เตรียมพันธุ์พืชไว้ปลูก  ผัวเมียอยากมีลูกแต่ไม่ได้เตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดี   

ผลก็คือเสียมากกว่าได้ร้ายมากกว่าดี  ที่นี้ย้อนมาสู่วิถีชีวิตของเราท่านทั้งหลายก็เช่นกัน   ไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ต้องถึงคิวฆ่าที่เราจะต้องเดินทางไปสู่มือมัจจุราช  เรียกว่าทางสายเปลี่ยวเดินเดี่ยวโดดเสียด้วย  ที่จะเป็นเพื่อนติดตามติดตัวไปก็คือบุญกุศลความดีเท่านั้น  ท่านจึงกล่าวว่า

                   อันบุญกุศลที่เราสั่งสม                   ย่อมติดตามตนในที่ทุกสถาน

                   เป็นทรัพย์เสบียงในการเดินทาง      ไม่อ้างว้างเหมือนมีมิตรติดตามตน 

เพราะฉะนั้น

บุญกุศลจึงเป็นสมบัติแท้                 ถึงตัวแก่กายดับไม่ลับมิดับหาย

จะสถิตติดแน่นแทนร่างกาย            ถึงตัวตายชื่อยังอยู่เชิดชู  เอย

ด้วยเหตุนี้จึงสมควรที่เราท่านทั้งหลายจำต้องมุ่งมั่นสร้างกุศลคุณงามความดีไว้ให้พร้อม   เพราะว่า

          ความดีทำไว้ถึงคราวตายจาก        ก็มีคนอยากช่วยแบกช่วยหาม

          หากทำชั่วตัวก็เลวทราม                ถึงมั่งมีหน้าก็ต้องคว่ำเหมือนหอยโข่งหอยแครง

          ดีอยู่ที่ไหนทำไว้เถิดนะท่าน           การบุญสุนทานจงหมั่นแสวง

          ถึงใครค้อนว่าก็อย่าระแวง            ทั้งที่มิดที่แจ้งทำมันตลอดไป

คุณ……………ได้ล่วงลับลาจากพวกเราไปแล้ว  ไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ   สิ่งที่จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจแก่พวกเราก็คือ  ชีวิตกับความตายที่เราจะต้องประสบ  โดยรีบสมคบความไม่ควรประมาทถือโอกาสเลือกเอาเกล็ด คติธรรมจากประเพณีการทำบุญฌาปณกิจศพให้ได้  จึงจะชื่อเป็นผู้ฉลาดในชีวิต    เกล็ดคติธรรมจากประเพณีการทำบุญศพนั้นมีหลายอย่าง  เช่นเตือนใจมิให้ประมาทในชีวิตเป็นต้น

 ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย อาตมาได้แสดงแจกแจงท่านทั้งหลายไปส่วนหนึ่งแล้ว   ส่วนเกล็ดของประเพณีอื่นๆอตมภาพจะได้กล่าวต่อไป    ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูที  ว่าเราได้อะไรที่เป็นประโยชน์ แก่ชีวิตจิตใจจากการจัดงานศพบ้าง   บางท่านอาจจะบอกว่า

          ได้เล่นไฮโลโบกไพ่ตำรวจไม่จับ         บางท่านบอกว่าได้นับอายุผู้ตายไว้แทงหวย

          บางท่านว่าได้รับของแจกของชำร่วย  บางท่านบอกว่าได้ช่วยให้เราไม่ประมาทมัวเมา

เรียกว่าต่างก็เห็นเป็นไปตางๆนาๆ  เข้ากับพุทธภาษิตที่ว่า  ณาณาจิตตังวิณาภาโว   มะตูมแข็งนอกมะกอกแข็งใน  น้ำเชี่ยวไหลวนต่างคนต่างใจ

          วันนี้จึงใคร่ขอนำข้อควรพินิจพิจารณา  ในผลหรืออานิสงส์จากการมาทำบุญฌาปณกิจศพให้ท่านทั้งหลายได้ช่วยกันพิจารณา  

อันดับแรกท่านว่ามาทำบุญศพเพื่อให้พบสัจธรรม  

สองได้น้อมนำน้ำใจมาแสดงแก่ผู้ตายและญาติมิตร  

สามได้ทำบุญเพิ่มความดีให้แก่ชีวิต 

สี่ได้ช่วยกันรักษาจารีตประเพณีอันดีงาม

          ในข้อแรกที่ว่ามางานศพได้พบสัจธรรมนั้น  หมายความว่าปรกติเราไม่ค่อยได้นึกคิดถึงความตายที่จะมีมาสู่ขีวิตตนสักเท่าไร  เพราะมีสิ่งอื่นที่เร่งเร้าให้เราสนใจมากกว่า มัวสาละวนอลเวงอยู่กับการทำมาหากินหาเก็บ  อยู่กับการหาความสุขใส่ปากใส่ท้อง 

มากไปกว่าเรื่องเตรียมตัวตาย  บางท่านก็สาละวนสาละวันหายศหาตำแหน่งหน้าที่การงานประดับตนประดับเกียรติ  เรียกว่าใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อ กาม กิน เกียรติ

          แต่เมื่อมางานศพเราก็ได้พบสัจธรรมความจริงของชีวิต  อย่างตอนนี้คุณโยม…………ได้ทิ้งทุกๆอย่างไว้ให้ทายาทและผู้อยู่หลัง ในที่สุดก็เข้ากับสำนวนแหล่ของหลวงตาแพรเยื่อไม้วัดประยูรวงศาวาส ฝั่งธนบุรีที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า

          สุดท้ายแม้เงินที่ลูกหลานเขาใส่ไว้ในปาก    สัปเหร่อยังแอบควักไม่ยอมให้เรากลืน

          คิดขึ้นมาแหมมันน่าขมขื่น                         เหลือผ้าสองผืนพอปกปิดกาย

          บางครั้งทีเผลอสัปเหร่อยังแอบแก้               เอาผ้าม่วงผ้าแพรไปเที่ยวเร่ขาย

          ต้องแต่งชุดเดียวกันทั้งวันเกิดวันตาย          ต้องมานอนเปลือยกายอยู่บนเชิงตะกอน

เรียกว่าล่อนจ้อนมาก็ล่อนไปเอาอะไรไปไม่ได้เลย  มียศก็ต้องถอดยศ มีอำนาจก็ต้องวางอำนาจลง  มีตำแหน่งก็ต้องลงจากตำแหน่ง  เศรษฐีมั่งมีทรัพย์สินก็ต้องทิ้งทรัพย์สินเดินเคียงคู่ไปกับยาจากขอทานที่ที้งภาชนะขอทานไว้ให้แก่ทายาท พระราชาก็ต้องถอดมงกุฏเดินลงจากปราสาทเคียงคู่ไปกับชาวนาที่ทิ้งแอกไถวัวควายให้กับลูกหลานทายาทตน  นี้คือสัจธรรมที่เราท่านควรได้สำเหนียกสำนึกระลึกเมื่อมางานศพ  ให้เรียกมางานศพได้พบสัจธรรม ดังนี้

๒ ที่ว่าได้น้อมนำน้ำใจมาแสดงแก่ผู้ตายและญาติมิตรนั้น  หมายความว่า  ในเวลาเช่นนี้เราควรจะได้แสดงน้ำใจแก่กันให้มากๆ   เวลาที่บุคคลเราควรแสดงน้ำใจให้แก่กันและกันให้มากนั้น  ท่านว่ามี ๔ กาลด้วยกัน  คือ    ยามจน     ยามเจ็บ    ยามจาก    ยามเจ๊ง  นี่เป็นเวลาที่เราท่านควรได้แสดงน้ำใจกันให้มากเป็นพิเศษ  ยามจนยากปากแห้งโหยหิว  ไม่มีจะกินจะใช้  หากใครมีน้ำใจช่วยเหลือแม้เม็ดเกลือข้าวเปล่าก็ชื่นใจได้ประทังชีวิต   ยามเจ็บป่วยไข้ใครช่วยดูแลเรา  อาการที่หนักก็ให้รู้สึกเบา อาการที่เศร้าก็พลอยหายให้ชื่นเบิกบานฤทัยบ้าง   ในยามจากพรากพลัดกัน วันเช่นนี้หากใครมีน้ำใจให้เรา ความชื่นบานหรรษาย่อมมีมาก เข้าสำนวนที่ว่า  จากกันตอนเป็นได้เห็นน้ำใจ  จากกันตอนตายได้เห็นน้ำตา  สุดท้ายยามเจ๊งหมดตัวอนาถา  แม้ใครมาให้ความอุ้มชูก็เหมือนดังหนูตกถังข้าวสานทีเดียว   คือไม่ต้องบรรยายว่ารู้สึกว่าดีใจอย่างไร

          วันนี้เราท่านทั้งหลายได้มาแสดงความอาลัยในการจากไปของ…………แสดงน้ำใจแด่ญาติมิตรของผู้ล่วงลับไป  น้ำใจเป็นคุณธรรมที่โลกทุกยุคทุกสมัยขาดแคลนมากที่สุด  แต่วันนี้ไม่ได้ขาดแคลน กลับท่วมล้นให้ญาติมิตรของคุณ………ได้ชื่นใจ  นี้คือประโยชน์ที่เกิดแต่การจัดงานศพข้อที่ ๒  คือการแสดงน้ำใจ

ในข้อที่  ๓ ที่ว่าได้ทำบุญเพิ่มความดีให้แก่ชีวิตนั้น  หมายความว่า  ความดีที่ควรกระทำทุกอย่างเรียกว่าบุญ บุญเป็นชื่อของความดี  วันนี้เรามาร่วมทำความดีกัน  ได้สลัดสละความเห็นแก่ตัว  ช่วยเหลือเจือจานกัน  เข้าสำนวนโบราณที่ว่าพริกเรือนเหนือเกลือเรือนไต้  พี่ให้ไก่มาน้องเอาปลาไปวิสัยคนไทยย่อมมีเมตตา 

เรามีน้ำใจช่วยกันอย่างอย่างน่าสรรเสริญ  บ้างมีทรัพย์ช่วยออกทรัพย์  บ้างมีแรงช่วยออกแรง  บ้างช่วยออกปากออกความคิด  แต่ใคร่ขอสะกิดอย่าให้เจ้าภาพต้องออกค่าเหล้าจะไม่งาม   นี้เรียกว่าได้ทำบุญเพิ่มความดีให้แก่ชีวิต

ในข้อที่ ๔ ที่ว่าได้ช่วยกันรักษาจารีตประเพณีที่ดีงามนั้น  หมายความว่า  ประเพณีที่ดีงามนั้น  จะเป็นเครื่องมือพัฒนาสังคม ชีวิตจิตใจให้งดงามได้อีกด้วย เพราะประเพณีเป็นที่มาของความสามัคคี  ความมีน้ำใจ  รู้จักเสียสละประโยชน์ตนเพื่อสังคมส่วนรวม  เป็นตัวอย่างแก่อนุชนคนรุ่นหลังได้เอาเป็นแบบฉบับในการดำเนินชีวิต

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทำความเข้าใจคำว่าความดีงามด้วย  จะได้ช่วยกันแก้ไขสิ่งที่อาจบกพร่องจากประเพณีที่ทำกันอยู่  คำว่าประเพณีที่ดีงามตามหลักพระพุทธศาสนานั้น  หมายความว่าก่อให้เกิดความรักสามัคคีมีน้ำใจ  ห่างไกลอบายมุข อันเป็นทางที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ตนสังคมตลอดลูกหลานคนรุ่นหลังในอนาคต

ต้องเป็นประเพณีที่ทำไปแล้วทำให้บุคคลที่ได้ร่วมประเพณี มีระเบียบวินัย  มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา  สรูปว่าประเพณีที่ดีงามนั้น  จะต้องเว้นสิ่งชั่วสิ่งที่เหลวไหลไร้สาระ  ทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์  เป็นเครื่องมือพัฒนาสติปัญญาของบุคคลจริงๆ

ที่นี้เราลองมาดูทีว่าประเพณีที่เรากระทำกันอยู่นี้  เข้าเป้าหมายดังที่ว่ามาหรือยัง  การเมาสนุกสนาน เอะอะโวยวายเป็นประเพณีที่ดีงามได้ไหม  การเล่นการพนันในงานศพจะเป็นประเพณีดีงามได้ไหม  ท่านทั้งหลายถ้าในงานประเพณีของเรามีสิ่งที่ไม่เป็นมงคล  ความดีงามตลอดบุญกุศล ประโยชน์ที่จะพึงได้จึงน้อยไป  ดีไม่ดีอาจทำบาปคิดว่าเป็นบุญไปเลยก็ได้  จึงขอฝากเป็นการบ้านแด่ทุกๆท่านได้ช่วยกันพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่บกพร่องด้วย  เพื่อให้เกิดความดีงามอย่างแท้จริง  ให้สมกับเป็นพุทธศาสนิกชน ชนผู้รู้ผู้ตื่นจากความเขลา  จึงจะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง

วันที่ : 24 พ.ย. 2554,14:13   เข้าชม 29384 ครั้ง
โพสโดย : rueng

แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ เฉพาะไฟล์ .jpg หรือ .gif เท่านั้น ขนาดไฟล์ควรไม่เกิน 200 kb.
Emotion ใช้เมาส์ลากที่รูป Emotion ใส่ในช่องข้อความ


เฉพาะสมาชิกเท่านั้น !

Copyright @ 2011 วัดบ้านตะโคง
ตำบลบ้านด่าน อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
โทรศัพท์ 089-4849570 e-mail : ru-e@windowslive .com